[Titan Fic] +++Gamble [Erwin x Levi] Part 11

posted on 23 Mar 2014 23:08 by little-fin in Attack-on-Titan, Fanfiction

สวัสดีค่าทุกคน

 

หายหน้าไปเกือบเดือน   หวังว่าทุกคนยังไม่ลืมฟิคนะคะ ฮา 

 

 

 

คำเตือน บทความหรือเนื้อหาดังกล่าว อาจจะเกี่ยวกับ Yaoi (เรื่องวายๆ แนวสีม่วง) ถ้าหากท่านรับไม่ได้หรือไม่รู้จักคำนี้ ขอเชิญทุกท่านปิดหน้านี้ได้เลยค่ะ ^ ^

 

 

 

 

 

 

 

Title : Gamble [Erwin x Levi]

Author : Kukurio

Pairing : เอลวิน x รีไวล์ [Erwin x Levi]

Rate: PG15

 

 

 

 

 

 

 

 

Part 11

 

 

 

 

ฉันไม่อาจให้อภัยตนเองได้

กับความรักที่ก่อเกิดขึ้นในใจ  ความหวั่นไหวที่ทำให้เขาพ่ายแพ้

..พ่ายแพ้ผู้ชายที่ชื่อ เอลวิน สมิธ....

 

                สายลมเย็นที่พัดผ่านหอบนำใบเมเปิ้ลสีแดงล่องลอยทั่วสวนสาธารณะ  พื้นถนนต่างเต็มไปด้วยใบไม้สีเพลิงที่ร่วงหล่นไปทั่ว  ผู้คนที่เดินผ่านไปมาต่างเอามือซุกกอดตนเองยามลมหนาวพัดผ่านมา 

 

                ณ มุมหนึ่งของสวนสาธารณะ   ม้านั่งยาวที่ตั้งอย่างเดียวดายใต้ต้นไม้ใหญ่มีชายหนุ่มผมดำนั่งจับจองไว้ ดวงตาสีเทาเข้มดุจนิลเม็ดงามเหม่อมองท้องฟ้าไกล  มือเล็กกระชับเสื้อคลุมสีดำที่ใหญ่เกินตัวเพื่อป้องกันลมหนาว  แม้ฤดูหนาวปีนี้จะมาเร็วกว่าปีก่อนชายหนุ่มผมดำก็ไม่สนใจนัก เพราะตอนนี้มีสิ่งสำคัญที่เขาต้องทำให้ได้

 

...การตั้งต้นชีวิตใหม่ในเมืองหลวงแห่งนี้...และลืมคนๆ นั้น...

 

                หลังจากรีไวล์ยื่นจดหมายลาออก  ชายหนุ่มได้ตัดสินใจจะใช้ชีวิตในเมืองหลวง   ดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่ายและสงบสุข  ไม่ต้องออกไปสู้รบกับไททันข้างนอกกำแพง  ตอนนี้เขาเป็นพลเมืองเต็มตัวแล้ว  ไม่ต้องอาศัยอยู่ในเมืองใต้ดิน   เป็นอันธพาลให้คนอื่นดูถูกอีกต่อไป

 

“...ฉันมาอยู่ที่นี่แล้ว  ฟาร์ลัน อิซาเบล”  ในเมืองหลวงที่พวกเขาปรารถนาที่จะใช้ชีวิตอยู่  ไม่ต้องแย่งชิงหรือต่อสู้ดิ้นรนในเมืองใต้ดิน “พวกนายคงจะดีใจกับฉันใช่มั้ย?”

 

                ใบเมเปิ้ลหล่นบนมือชายหนุ่ม  สีแดงชาดคล้ายหยาดเลือด  รีไวล์กำซากใบไม้จนแหลกคามือ  ทั้งๆ ที่ตัดสินใจใช้ชีวิตเป็นคนธรรมดาๆ  แต่ทำไมเขาถึงรู้สึกเจ็บปวดใจขนาดนี้ด้วย…

 

                พระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำลง  เช่นด้วยกับอุณหภูมิที่ลดลงอย่างรวดเร็วเพราะช่วงฤดูหนาว  ฝูงนกต่างบินทยอยกลับรังของมันในอีกฟากฝั่งของกำแพง  โลกภายนอกที่ใฝ่ฝันมาตลอด...

 

….พวกนายรู้หรือเปล่า นกพวกนั้นไปไหนกันน่ะ

....พวกมันคงไปโลกภายนอก  โลกนอกกำแพงแห่งนั้น...

 

                เสียงของเจ้าพวกนั้นดังยังก้องในใจเสมอมา   สิ่งเหล่านี้เป็นความฝันของพวกเขา ฝันว่าโลกภายนอกกำแพงเป็นอย่างไร  มีอะไรในโลกภายนอกกว้างใหญ่  เจ้าพวกนั้นพูดถึงสิ่งนั้นตลอด...แม้วาระสุดท้ายของชีวิตยังฝากฝั่งสิ่งเหล่านี้ไว้

 

“ให้ฉันอยู่ทีมสำรวจต่อไป   ชอบพูดตามใจตัวเองเหลือเกินนะเจ้าพวกนั้น”  รีไวล์พึมพำเบาๆ กล่าวโทษคนที่ไม่มีชีวิตอยู่แล้ว  “พวกแกเองก็ตายไปแล้ว  ทำไมฉันต้องทำตามด้วย  ไร้สาระ”

 

                ชายหนุ่มทิ้งซากใบไม้ให้ล่องลอยไปตามสายลม   ดวงตาสีเทาเข้มแสดงความหวั่นไหวจนบรรยากาศรอบตัวกลายเป็นความโดดเดี่ยว   

 

                รีไวล์กระชับเสื้อคลุมสีดำ  หวนนึกถึงความอบอุ่นที่เคยได้รับจากอ้อมกอดของคนๆ นั้น   คนที่ทำให้หวั่นไหวทุกครั้งยามเมื่อคิดถึง   คนที่ทำให้เขากลายเป็นคนอ่อนแอและเจ็บปวดใจทุกครั้ง   คนที่ทำให้เขามีชีวิตอยู่ต่อไปแม้เจ้าพวกนั้นจากไปก็ตาม...

 

....เอลวิน  ทำไมฉันคิดถึงนายขนาดนี้ด้วย...

 

“บ้าที่สุด..”

 

                ควันไอสีขาวออกจากริมฝีปากบาง   ใบหน้าเรียบนิ่งเหยียดยิ้มราวกับประชดตัวเอง  เหม่อมองท้องฟ้าที่ตอนนี้ย้อมไปด้วยสีส้ม   พระอาทิตย์สีแดงเริ่มคล้อยต่ำลงสู่เส้นขอบฟ้า

 

“ตอนนี้ฉันเป็นอิสระ  จะทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น”  รีไวล์กระซิบ...แม้สิ่งที่แลกเปลี่ยนกับอิสระนั้นจะทำให้เขาละทิ้งสิ่งสำคัญที่สุดก็ตาม “เวลาย้อนกลับคืนไม่ได้อีกแล้ว...”

.

......................................................................................................................

 

                วันเวลาผ่านไปเช่นเดียวกับฤดูกาลที่เปลี่ยนผัน   สวนสาธารณะที่เต็มไปด้วยใบไม้หลากสีต่างปลิดใบจนเหลือเพียงกิ่งก้านสีน้ำตาล  ถนนหินที่พลุ่กพล่านด้วยผู้คนสัญจรไปมาเงียบเหงา   ม้านั่งยาวไร้ผู้คนแวะพักผ่อนเพราะอากาศหนาวเย็น   เมฆสีเทาอึมครึมปกคลุมไปทั่วท้องฟ้า   บรรยากาศชวนหดหู่จนชาวเมืองส่วนใหญ่เลือกพักผ่อนภายในบ้าน

 

                ยกเว้นชายหนุ่มผมดำที่ยังออกไปสวนสาธารณะ  บนร่างเล็กสวมเสื้อโค้ทสีดำตัวใหญ่ด้วยความเคยชิน       

 

                                ...ฤดูหนาวที่เปรียบเสมือนของขวัญแห่งความโดดเดี่ยว...

 

                รีไวล์คิดเช่นนั้น   ชายหนุ่มผมดำเงยหน้ามองท้องฟ้าสีมัว  เพราะฤดูกาลที่พลัดเปลี่ยนทำให้เวลาเย็นสั้นกระชับขึ้น    ผู้คนยินดีเก็บตัวอยู่ในบ้านเพื่อหาไออุ่นจากเตาพิง  นั่งจิบชาสังสรรค์กับครอบครัวและเพื่อนฝูง   แต่สำหรับเขาที่อยู่ตัวคนเดียวแล้วไม่มีประโยชน์อะไรที่ต้องรีบกลับบ้านเพราะที่แห่งนั้นไม่มีใครที่รอเขากลับไป

 

                รีไวล์เดินตามถนนหินที่ปูลาดเข้าไปในสวนสาธารณะ   ทุกวันหลังเลิกงานรีไวล์ชอบแวะเวียนมาที่แห่งนี้ประจำ   ใช้เวลากับตัวเองพลางมองพระอาทิตย์ตกดินก่อนจะกลับที่พัก    ชายหนุ่มผมดำเอนหลังบนม้านั่งยาวพลางมองภาพเบื้องหน้า   ทะเลสาบสีเขียวนิ่งสงบคล้ายกระจกเงา   ต้นไม้ที่เหลือเพียงกิ่งก้านตัดกับท้องฟ้าสีมัวที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มอ่อนๆ     ในมือของชายหนุ่มถือถุงกระดาษที่มีขนมปังหอมกรุ่นก่อนจะหยิบขึ้นมาทานเป็นอาหารเย็น

 

                บางครั้งจะมีนกพิราบหรือนกตัวเล็กๆ เขามาบินขอเศษขนมปัง  วันนี้ก็เช่นเดียวกันที่นกเหล่านั้นบินมาหาชายหนุ่มผมดำ    จิกกินขนมปังในมือด้วยความคุ้นเคย 

 

“พวกแกไม่กลัวฉันแล้วสินะ”  รีไวล์เอ่ยเสียงแผ่ว  พลางมองดวงตาใสของนักพิราบแสนเชื่องก่อนที่มันจะเอียงคอด้วยความสงสัย  “เพราะคุ้นเคยถึงได้ยอมเข้าใกล้  ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนไม่กล้าด้วยซ้ำ”

 

                ดวงสีเทา